แปลงเพศ (Sex reassignment surgery , SRS , Sex change surgery )
การผ่าตัดแปลงเพศเป็นกระบวนการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะสภาพทางเพศของร่างกายและจิตใจขัดแย้งกันทางการแพทย์เรียกว่า gender identity disorder เช่นร่างกายเป็นผู้ชายแต่จิตใจและความรับรู้ทางเพศเป็นหญิงหรือร่างกายเป็นผู้หญิงแต่มีจิตใจมีเพศสภาพเป็นชาย
ซึ่งการผ่าตัดแปลงเพศ (Sex reassignment surgery , SRS , Sex change surgery ) เป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการรักษาโดยก่อนที่คนใครจะเข้ารับการผ่าตัดมักได้รับการักษาขั้นตอนอื่นมาก่อนการรักษาทางด้านร่างกายคือการรักษาทางด้านจิตใจและมีความเข้าใจในความต้องการของตนเองอย่างแท้จริงดังนั้นก่อนการเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศมักได้รับการดูแลดังนี้
1) การทำความเข้าใจกับผู้ปกครองกรณีที่อายุน้อยกว่า 18 ปีถึงความต้องการของจิตใจของตนเอง
2) ทำความเข้าใจกับร่างกายและจิตใจกับตนเองโดยถามความรู้สึกของตนเองถึงความต้องการนี้และปรึกษาจิตแพทย์เพื่อทราบความต้องการที่แท้จริงโดยการประเมินสภาวะจิตใจคือมีความรู้สึกว่าตน ไม่ใช่เพศ ของตนเมื่อไหร่ เริ่มใช้ชีวิตในแบบที่จิตใจต้องการตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ผ่านมา ความต้องการเพศหรือรสนิยมทางเพศเป็นเช่นใด รู้สึกอย่างไรกับอวัยวะเพศของร่างกายตนเอง สุขภาพโดยรวมของตนเป็นอย่างไร ต้องการมีชีวิตในส่วนที่เหลือเป็นลักษณะใด
3) ทำความเข้าใจและเตรียมตัวกับสภาพสังคมที่ต่อเนื่องภายหลังการใช้ชีวิตในลักษณะที่จิตใจต้องการก่อนผ่าตัดแปลงเพศโดยทั่วไปจะแนะนำให้ทดลองใช้ชีวิตลักษณะที่ต้องการเช่นชายอยากเป็นหญิงให้ลองใช้ชีวิตและการใช้ฮอร์โมนปรับสมดุลย์ของร่างกายประมาณหนึ่งถึงสองปีว่าตนเองอย่างมีความต้องการที่จะเป็นหญิงหรือไม่และชอบที่ใช้ชีวิตในสังคมนี้หรือไม่เพื่อความมั่นใจภายหลังการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว เมื่อผ่านการทดลองใช้ชีวิตในลักษณะที่จิตใจต้องการมากกว่าหนึ่งปีแล้วและมีความต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายครั้งสุดท้ายก่อนให้ร่างกายและจิตใจไม่ขัดแย้งกันคือการผ่าตัดแปลงเพศ
ในปัจจุบันการผ่าตัดแปลงเพศแบ่งเป็นการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงและผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย การผ่าตัดทั้งสองประเภทเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูงและต้องการความปลอดภัยในการผ่าตัดเพื่อให้ได้ผลเป็นที่พึงพอใจและได้มาตรฐานทางการแพทย์สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดประกอบด้วย
ทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ด้านการผ่าตัดต้องได้มาตรฐานวิชาชีพเช่นการประเมินสภาวะจิตใจก่อนการผ่าตัดต้องทำโดยจิตแพทย์อย่างน้อยสองท่าน การระงับความรู้สึกทั้งขณะการผ่าตัดและหลังผ่าตัดโดยวิสัญญีแพทย์ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านการดมยาสลบ การประเมินสภาวะทางร่างกาย โลหิต หัวใจและปอดตลอดจนโรคร่วมอื่นๆโดยอายุรแพทย์หัวใจเพื่อลดความเสี่ยงสูงของการผ่าตัดทางก่อนผ่าตัดระหว่างการผ่าตัดและหลังการผ่าตัด
การผ่าตัดตกแต่งบริเวณอวัยวะเพศซึ่งเป็นงานที่ซับซ้อนและใช้ประสบการณ์สูงผู้ทำการผ่าตัดต้องเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีความชำนาญในการผ่าตัดตกแต่งแฟนเพจเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้ผลการผ่าตัดที่ดีและปลอดภัย
การผ่าตัดสร้างช่องคลอดจากลำไส้เป็นงานที่มีความซับซ้อนสูงและใช้ประสบการณ์สูงดังนั้นผู้ทำการผ่าตัดจึงต้องเป็นศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้โดยตรงเพื่อลดผลข้างเคียงและเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัด
โรงพยาบาลที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขในการเปิดเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งและ ได้รับการรับรองความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกเช่น JCI จึงจะมั่นใจในห้องผ่าตัดเครื่องดมยาสลบและอุปกรณ์ต่างๆอย่างแท้จริง
การติดตามต่อเนื่องภายหลังการผ่าตัดต้องมีความสะดวกในการเข้ารับบริการภายหลังการผ่าตัดเป็นอย่างดีและต้องมีการดูแลต่อเนื่องเช่น การขยายช่องคลอด
ควรมีช่องทางการติดต่อที่จำง่ายเช่นเบอร์โทรของโรงพยาบาล 02-199-9999 หรือตามช่องทางการติดต่อต่างๆเพื่อให้คนไข้ไม่พลาดการติดตามการรักษาต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี

คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนแปลงเพศจากชายเป็นหญิง มีดังนี้
1) ได้ผ่านการประเมินสภาพจิตใจและได้รับใบรับรองจากจิตแพทย์ ว่าอยู่ภาวะที่ปกติและเหมา สมที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศได้
2) เคยใช้ชีวิตแบบผู้หญิงมาไม่น้อยกว่า 2 ปี
3) มีความรู้สึกเป็นผู้หญิงมานานแล้ว หรือตั้งแต่เริ่มจำความได้
4) ต้องได้รับฮอร์โมนเพศหญิงติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
5) ผู้ผ่าตัดต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ หรือถ้าอายุไม่ถึง 18 ปี ต้องให้ บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ที่ ถูกต้องตามกฏหมายอนุญาตให้ผ่าตัดได้
6) รู้สึกรังเกียจอวัยวะเพศของตนเอง คิดว่าเป็นส่วนเกิน
7) ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ศัลยแพทย์ตกแต่งที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะนำผิวหนัง เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทที่รับความรู้สึกทางเพศของผู้เข้ารับการผ่าตัด มาตกแต่งให้เป็นอวัยวะเพศหญิงที่สมบูรณ์แบบ โดย

1) ทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้รับช่องคลอดที่ลึกที่สุด เท่าที่ผิวหนังของผู้ป่วยจะทำได้
2) ทำให้มีอวัยวะเพศให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุด
3)ต้องทำการผ่าตัดและตกแต่ง ซ่อนแผลเป็นให้เห็นน้อยที่สุด
4) เก็บรักษาเส้นประสาทความรู้สึกทางเพศมาเก็บไว้ที่ปุ่มรับความรู้สึกทางเพศของผู้หญิง (clitoris) ให้ความรู้สึกทางเพศเหมือนปกติ

เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ
1. เป็นการผ่าตัดโดยการให้ยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
2. ทำการสร้างช่องคลอดใหม่โดยเจาะบริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ โดยมีลึกประมาณ 4-7 นิ้ว
3. นำผิวหนังจากบริเวณองคชาตเดิมหรือจากถุงอัณฑะหรือลำไส้ ไปสร้างเป็นผนังช่องคลอดก็จะได้ช่องคลอดใหม่เกิดขึ้น เหมือนผู้หญิง
4. เก็บเส้นประสาทรับความรู้สึกทางเพศ เพื่อเตรียมทำปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris)แล้วตัดแกนองคชาตออก
5. ตัดท่อปัสสาวะเพศชายให้สั้นลง แล้วตกแต่งให้สามารถปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง เพื่อให้ปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง
6. ตกแต่งบริเวณภายนอกได้แก่ แคมนอก (Major Labia) แคมใน (Minor Labia) ท่อปัสสาวะและปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ให้สวยงามเหมือนอวัยวะเพศหญิงที่สมบรูณ์ และยังคงมีความรู้สึกทางเพศอยู่เหมือนเดิม

การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง สามารถแบ่งตามเทคนิคการสร้างช่องคลอดใหม่ได้ 3 วิธีดังนี้
1. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต : SRS I เป็นการนำเอาผิวหนังขององคชาตสอดกลับเข้าไปตกแต่งทำเป็นช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน ภาวะแทรกซ้อนต่ำ ศัลยแพทย์นิยมกันอย่างแพร่หลาย
ข้อดี คือ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน สำหรับแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญและมี ประสบการณ์ จะใช้เวลาในการผ่าตัดแปลงเพศ โดยใช้เทคนิคนี้ ประมาณ 4 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืน
ข้อเสีย คือไม่เหมาะกับผู้ที่มีความยาวขององคชาตสั้นกว่า 4 นิ้ว เพราะจะทำให้ได้ช่องคลอดที่ไม่ลึก (โดยปกติแล้วความลึกของช่องคลอดเท่ากับความยาวของหนังที่หุ้มองคชาต ลบ 1 นิ้ว (เผื่อผิวหนังที่จะใช้ทำแคมใน ) ตลอดจนระยะยาวหนังหุ้มช่องคลอดมักจะย้อยออกมา

2. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด : SRS 2 เทคนิคนี้เกิดจากการนำเอาผิวหนังจากองคชาตแล้วต่อด้วยผิวหนังจากถุงอัณฑะ มาเลาะให้มีผิวหนังบางๆ ไปทำเป็นผิวหนังหุ้มผนังช่องคลอด เพื่อเพิ่มความลึกของช่องคลอด ให้ได้ตามที่ต้องการและเพียงพอต่อการใช้งาน ถ้าต่อผิวหนังจากถุงอัณฑะแล้วยังได้ความลึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผ่าตัด ศัลยแพทย์ตกแต่งอาจจะพิจารณานำผิวหนังจากที่อื่นๆ เช่น ต้นขา ขาหนีบ หน้าท้อง มาเพิ่มเป็นผนังของช่องคลอดให้ความลึกเพิ่มอีกก็ได้
ข้อดี คือ สามารถช่วยให้คนที่มีองคชาตสั้น มีโอกาสได้ช่องคลอดลึกมากกว่า 6 นิ้ว
ข้อเสีย คือ การผ่าตัดจะยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลาผ่าตัดมากขึ้น เทคนิคนี้แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศ ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 6 คืน

3. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่ทำเป็นผนังช่องคลอดสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นหญิงสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพราะลำไส้ใหญ่จะมีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ หรือ เป็นการผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว ช่องคลอดตีบตัน ไม่สามารถร่วมเพศได้ โดยนำลำไส้ใหญ่บางส่วน ประมาณ 6-8 นิ้ว มาสร้างเป็นผนังช่องคลอด โดยทำการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะ เทคนิคแบบเปิดแผลหน้าท้อง (Open Technique ) จะมีรอยแผลตามขอบบิกินี่ ด้านซ้ายของคนไข้ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ลำไส้ใหญ่ที่นำมาทำเป็นผนังช่องคลอด ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว โดยจะมีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงด้วย ระยะเวลาในการผ่าตัดประมาณ 7 ชั่วโมง
ข้อเสีย
1) การผ่าตัดมีความยุ่งยากซับซ้อนต้องมีการเตรียมการผ่าตัดเอาส่วนของสำไส้ ใหญ่ ออกมาโดยต้องมีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาดก่อนผ่าตัด 1 วัน
2) อาจเกิดแผลเป็นยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เหนือหัวเหน่าด้านซ้าย
3) การผ่าตัดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอดนี้ ไม่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักมาก หรือมีหน้าท้องหนา ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30
4) ผู้ทำการผ่าตัดอาจจะมีอาการท้องอืด 2 – 3 วัน หลังการผ่าตัด

การดูแลหลังการผ่าตัด
คนไข้จะต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อย่างน้อย 6-10 คืน เพื่อดูแลรักษาแผลในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นคนไข้จะต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
1. ให้คนไข้งดรับประทานอาหารที่มีกากและเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ นม นมเปรี้ยว โยเกิร์ตเพราะจะเกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการขับถ่ายในช่วง 2 วันแรกหลังการผ่าตัด ซึ่งอาจจะทำให้แผลมีการปนเปื้อนอุจจาระได้
2. หลังผ่าตัด1-2 วันแรก คนไข้ควรนอนอยู่ในท่านอนหงาย ยกสะโพกให้สูง และแยกขาทั้ง 2 ออกจากกันเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการบวมได้ดีขึ้น
3. วันที่ 3 หลังการผ่าตัดสามารถนอนตะแคงได้
4. วันที่ 4 หลังการผ่าตัดแพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการถอดสายระบายเลือดเสียออก และเปิดแผลทำความสะอาดแผล และถอดสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยผ่าตัดแบบใช้ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต สามารถกลับบ้านได้ และกลับมาตัดไหมในวันที่ 7 อีกครั้ง
สำหรับผู้ทำการผ่าตัดแบบเทคนิคสร้างช่องคลอดจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด SRS 2 หรือผู้ที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด SRS 3 แพทย์จะยังไม่ถอดสายสวนปัสสาวะออกและคนไข้ต้องนอนอยู่บนเตียงต่อไปจนถึงวันที่ 6 ของการผ่าตัด
5. คนที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด จะงดน้ำและอาหารหลังการผ่าตัดจนกระทั่งมีอาการผายลมก่อน จึงจะเริ่มจิบน้ำและรับประทานอาหารเหลวได้ ถ้ารับประทานอาหารเร็วเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อย ได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด
6. วันที่ 6 ของการผ่าตัด คนที่ผ่าตัดแบบ ผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด เปิดแผลทำความสะอาดแผล และ เอาผ้าก๊อสที่อยู่ในช่องคลอดออก
7. วันที่ 7 ของการผ่าตัด เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด, เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด ถอดสายสวนปัสสาวะออก และกลับบ้านได้
8. ผู้ผ่าตัด เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต, เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด , เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมและขยายช่องคลอดโดยใช้ Dilator ที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อรักษาความกว้างและเพิ่มความลึกให้คงที่ควรหมั่นขยายช่องคลอดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที
9. ผู้ผ่าตัดต้องทำความสะอาดแผลพร้อมกับขยายช่องคลอด ทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลภายนอกและในช่องคลอดจะหายสนิทดี
10. งดมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน
11. มาพบแพทย์ตามนัดทุก ๆ 1 สัปดาห์ หลังผ่าตัดจนครบ 1 เดือน เพื่อให้ผลการผ่าตัดที่ได้สมบูรณ์และสวยงามใกล้เคียงธรรมชาติ

icon-แปลงเพศ

แปลงเพศ ผ่าตัดแปลงเพศ จากโรงพยาบาลเอเชีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *