สาวๆ หลายคน มักมีปัญหาเกี่ยวกับสะโพก บางคนก็สะโพกแบน ไม่มีก้น หรือก้นไม่สวย ก้นหย่อนคล้อย ทำให้มีปัญหาเวลาแต่งตัว ไม่มั่นใจ ใส่เสื้อผ้าแล้วไม่สวย ดังนั้นการเสริมก้น เสริมสะโพก จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้สะโพกสมส่วน ยังช่วยกระชับสัดส่วนอีกด้วย คืนความมั่นใจให้คุณเวลาแต่งตัว เสริมสร้างบุคลิกภาพได้ดีที่สุด
วิธีการเสริมก้น เสริมสะโพก มีแบบไหนบ้าง ?
1. เสริมก้นด้วยซิลิโคน โดยใช้ซิลิโคนชนิดเดี่ยวกันกับที่ใช้ในการเสริมหน้าอก เป็นซิลิโคนที่ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ว่ามีความปลอดภัย แต่ลักษณะรูปทรงของซิลิโคนจะไม่เหมือนกับที่ใช้เสริมหน้าอก การเสริมห้นด้วยซิลิโคนได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะอยู่ได้ถาวร และมีคงามปลอดภัยสูง
2. เสริมก้นด้วยไขมัน เป็นการฉีดไขมันของตัวเอง โดยนำไขมันในร่างกายจากส่วนอื่นมาฉีดเข้าไปบริเวณสะโพกหรือก้น ข้อดีคือมีความปลอดภัย เพราะเป็นไขมันของคนไข้เอง แต่ข้อเสียคือเมื่อเวลาผ่านไป ไขมันที่ฉีดเข้าไปก็สามารถสลายตัวได้ตามกระบวนการของร่างกาย
ซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมสะโพก
ซิลิโคนที่ใช้เป็นถุงซิลิโคนเจลเท่านั้น เพราะซิลิโคนเจลจะยืดหยุ่นมากกว่า คือสามารถรองรับการเคลื่อนไหว แรงกด น้ำหนัก ได้ดี ซึ่งเจลที่บรรจุในถุงซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมก้นนี้จะมีความหนาแน่นมาก ลักษณะของซิลิโคนจะมีลักษณะแบนๆ และกว้างกว่าแบบที่ใช้ในการเสริมหน้าอก มี 2 แบบ คือ ซิลิโคนทรงกลม และซิลิโคนทรงหยดน้ำ
ซิลิโคนทรงกลม เป็นถุงเจลทรงกลม คล้ายซิลิโคนที่ใช้เสริมอกแต่จะแบนกว่า ซิลิโคนทรงกลมเวลาผ่าตัดจะใส่ง่ายกว่าซิลิโคนทรงหยดน้ำ เพราะวางตำแหน่งง่ายกว่า ไม่เหมาะกับการเสริมเฉพาะจุด
ซิลิโคนทรงหยดน้ำ ซิลิโคนทรงหยดน้ำ เหมาะกับการเสริมเฉพาะบริเวณ หรือเฉพาะจุด คือสามารถเสริมได้ตามตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ต้องการเสริมเฉพาะด้านนอก ก็สามารถทำได้ แต่การผ่าตัดจะทำได้ยากกว่าซิลิโคนทรงกลม จึงควรได้รับการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ
ตำแหน่งการวางซิลิโคน
• ใส่ซิลิโคนใต้ผิวหนัง โดยจะวางซิลิโคนใต้ผิวหนัง แต่อยู่บนชั้นกล้ามเนื้อ ข้อดีก็วิธีการนี้คือ ไม่อันตราย เพราะไม่มีเส้นประสาทใหญ่ๆ สะโพกจะนูนสวยงาม แต่ข้อเสียคือมีโอกาสที่ซิลิโคนจะสามารถทะลุได้
• ใส่ซิลิโคนระหว่างกล้ามเนื้อ ข้อเสียของวิธีนี้คือ หลังผ่าตัดเสริมสะโพกจะมีอาการปวดมากกว่าแบบแรก แต่ข้อดีคือโอกาสซิลิโคนทะลุน้อยกว่า เพราะซิลิโคนอยู่ลึกจากผิวหนังมากกว่า การผ่าตัดทำได้ยากกว่าเพราะเส้นประสาทเยอะ จะต้องผ่าตัดโดยทีมแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญ ในปัจจุบันวิธีเสริมสะโพกนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด
เตรียมตัวก่อนผ่าตัดเสริมสะโพก เสริมก้น
• ห้ามรับประทานยาแก้ปวดแอสไพริน
• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์
• งดยาและอาหารเสริมทุกประเภท
• ในวันเข้ารับการผ่าตัด คนไข้ต้องงดน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการผ่าตัด
• หากแพ้ยาหรือมีโรคประจำตัว แจ้งแพทย์ให้ทราบก่อน
ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมสะโพก
เมื่อแพทย์ให้คำปรึกษาแก่คนไข้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แพทย์ก็จะทำการเลือกซิลิโคน กำหนดตำแหน่งที่จะทำการผ่าตัดเพื่อใส่ซิลโคน ก่อนผ่าตัดแพทย์จะให้วิสัญญีแพทย์ให้ยาสลบแก่คนไข้ แล้วจึงเริ่มทำการผ่าตัด
แพทย์จะเปิดแผลบริเวณสะโพกด้านหลัง (ร่องก้น) ความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละเคส เพื่อใส่ถุงซิลิโคน ซึ่งซิลิโคนที่ใช้ก็จะเป็นไปตามที่ตกลงกับคนไข้ว่าต้องใช้ซิลโคนทรงกลมหรือซิลิโคนทรงหยดน้ำ เมื่อแพทย์ใส่ถุงซิลิโคนและจัดตำแหน่งของซิลิโคนให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วก็จะทำการเย็บปิดแผลผ่าตัด
สำหรับคนไข้บางรายมีสะโพกที่หย่อนคล้อย หากต้องการยกกระชับ แพทย์จะทำการตัดแต่งผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้กระชับก่อนที่จะเย็บปิดแผล หลังการผ่าตัดแพทย์จะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อสะดวกต่อการปัสสาวะ เพราะหลังผ่าตัดคนไข้ไม่ควรลุกหรือขยับร่างกายมากจนเกินไป การผ่าตัดเสริมสะโพกใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง
หลังการผ่าตัดเสริมก้น เสริมสะโพก ผลลัพธ์ที่ได้ สะโพกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม สวยงามแบบธรรมชาติ
การดูแลหลังการผ่าตัดเสริมสะโพก
• หลังผ่าตัด คนไข้ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1-2 คืน
• ในช่วง 3 แรกหลังการผ่าตัด ต้องระมัดระวังการขยับตัว หลังจากวันที่ 3 ก็สามารถลุกเดิน หรือขยับตัวอย่างช้าๆ
• 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรนอนคว่ำ เพื่อไม่ให้ทับแผลผ่าตัดและถุงซิลิโคนที่เสริมเข้าไป
• สัปดาห์ที่ 2 หลังผ่าตัด เริ่มนั่งบนเบาะรองนิ่มๆ ได้
• อาจมีอาการบวม บริเวณสะโพกหรือก้นนาน 1 ถึง 3 เดือน และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
• สะโพกจะเริ่มเข้ารูปทรง และหายเป็นปกติในเวลา 6 ถึง 8 เดือน
• หลังผ่าตัด ควรใส่กางเกงยกกระชับอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อช่วยควบคุมซิลิโคนให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และช่วยให้แผลผ่าตัดสมานตัวเร็วมากยิ่งขึ้น
• ทำความสะอาดแผลทุกวัน จนกว่าจะตัดไหม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด